อัตราค่าแรงขั้นต่ำ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555

ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง
เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ ๖)

ด้วยคณะกรรมการค่าจ้างได้มีการประชุมศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
และมีมติเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างทุกคน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗๙ (๓) และมาตรา ๘๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑
คณะกรรมการค่าจ้างจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

  • ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ ๕) ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
  • ข้อ ๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสามร้อยบาท ในท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
  • ข้อ ๓ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยเจ็ดสิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดชลบุรี
  • ข้อ ๔ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยหกสิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และสระบุรี
  • ข้อ ๕ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยหกสิบห้าบาท ในท้องที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • ข้อ ๖ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยหกสิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดระยอง
  • ข้อ ๗ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดพังงา
  • ข้อ ๘ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบแปดบาท ในท้องที่จังหวัดระนอง
  • ข้อ ๙ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบเจ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดกระบี่
  • ข้อ ๑๐ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบห้าบาท ในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา และปราจีนบุรี
  • ข้อ ๑๑ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดลพบุรี
  • ข้อ ๑๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบสองบาท ในท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี
  • ข้อ ๑๓ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบเอ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ และราชบุรี
  • ข้อ ๑๔ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบบาท ในท้องที่จังหวัดจันทบุรี และเพชรบุรี
  • ข้อ ๑๕ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบหกบาท ในท้องที่จังหวัดสงขลา และสิงห์บุรี
  • ข้อ ๑๖ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดตรัง
  • ข้อ ๑๗ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และอ่างทอง
  • ข้อ ๑๘ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบเอ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดชุมพร พัทลุง เลย สตูล และสระแก้ว
  • ข้อ ๑๙ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบบาท ในท้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยะลา สมุทรสงคราม และสุราษฎร์ธานี
  • ข้อ ๒๐ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดนราธิวาส อุดรธานี และอุบลราชธานี
  • ข้อ ๒๑ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบเจ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดนครนายก และปัตตานี
  • ข้อ ๒๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบหกบาท ในท้องที่จังหวัดตราด บึงกาฬ ลำพูน และหนองคาย
  • ข้อ ๒๓ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดกำแพงเพชร และอุทัยธานี
  • ข้อ ๒๔ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท และสุพรรณบุรี
  • ข้อ ๒๕ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบสองบาท ในท้องที่จังหวัดเชียงราย นครสวรรค์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด และสกลนคร
  • ข้อ ๒๖ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบบาท ในท้องที่จังหวัดชัยภูมิ มุกดาหาร ลำปาง สุโขทัย และหนองบัวลำภู
  • ข้อ ๒๗ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดนครพนม
  • ข้อ ๒๘ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบเจ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์
  • ข้อ ๒๙ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบหกบาท ในท้องที่จังหวัดตาก และสุรินทร์
  • ข้อ ๓๐ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบห้าบาท ในท้องที่จังหวัดน่าน
  • ข้อ ๓๑ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดศรีสะเกษ
  • ข้อ ๓๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบสองบาท ในท้องที่จังหวัดพะเยา
  • ข้อ ๓๓ เพื่อประโยชน์ตามข้อ ๒ ถึงข้อ ๓๒ คำว่า “วัน” หมายถึง เวลาทำงานปกติของลูกจ้าง ซึ่งไม่เกินชั่วโมงทำงานดังต่อไปนี้ แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานน้อยกว่าเวลาทำงานปกติเพียงใดก็ตาม
    (๑) เจ็ดชั่วโมง สำหรับงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
    (๒) แปดชั่วโมง สำหรับงานอื่นซึ่งไม่ใช่งานตาม (๑)
  • ข้อ ๓๔ ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเป็นเงินแก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
  • ข้อ ๓๕ ประกาศคณะกรรมการค่าจ้างฉบับนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔
สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์
ปลัดกระทรวงแรงงาน
ประธานกรรมการค่าจ้าง

คลิ๊กเพื่อดูประกาศค่าแรงขั้นต่ำปี 2555

อัตราค่าแรงขั้นต่ำมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554

ข่าวดี! ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 8 – 17 บาท

คณะกรรมการค่าจ้างกลาง มีมติให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 8-17 บาท มีผลทันที 1 มกราคมนี้ โดยจังหวัดภูเก็ตได้ปรับขึ้นมากสุด 17 บาท จังหวัดพะเยามีค่าแรงขั้นต่ำน้อยที่สุดของประเทศ ขณะที่องค์การลูกจ้างแห่งประทศไทยยังไม่ยอมรับมติ อ้างบางจังหวัดปรับไม่ถึง 10 บาทตามที่เรียกร้อง เตรียมเคลื่อนไหวต่อ
นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง กล่าวว่าการพิจารณาปรับค่าจ้างดังกล่าว ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทั่วประเทศ โดยยึดตัวเลขที่คณะอนุกรรมการระดับจังหวัดส่งมา ซึ่งดูจากค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และความสามารถในการจ่ายของนายจ้างเป็นหลัก
ซึ่งส่งผลให้แต่ละพื้นที่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างไม่เท่ากัน โดยจังหวัดที่ได้รับการปรับขึ้นสูงสุด 17 บาท มี 1 จังหวัด คือ ภูเก็ต ทำให้เป็นจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดของประเทศ จาก 204 บาท เป็น 221 บาท/วัน
ขณะที่จังหวัดพะเยาปรับขึ้นต่ำสุด 8 บาท/วัน ทำให้ยังเป็นจังหวัดที่มีค่าเเรงขั้นต่ำน้อยที่สุดของประเทศ จากปัจจุบัน 151 บาท วันนี้ปรับให้อีก 8 บาท เป็น 159 บาท/วัน
ส่วนกรุงเทพ และปริมาณฑล ปรับขึ้น 9 – 10 บาท ส่งผลให้กรุงเทพ และปริมณฑลมีค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากัน จาก 205 – 206 บาท เป็น 215 บาท
การปรับขึ้นค่าจ้างวันนี้ จะมีแรงงานที่กินค่าแรงขั้นต่ำได้ประโยชน์ประมาณ 4 ล้านคนเศษ แยกเป็นคนไทย 2 ล้านคน และแรงงานต่างด้าวอีกราว 2 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนใหม่ประมาณ 14,694 ล้านบาท ซึ่งก็จะทำให้เกิดการบริโภค จับจ่ายใช้สอยในระบบไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท
ด้านกลุ่มแรงงาน ในนามองค์การลูกจ้างแห่งประทศไทย ที่ชุมนุมกดดันการประชุมอยู่หน้ากระทรวงแรงงาน ไม่ยอมรับอัตราค่าจ้างที่ปรับขึ้น โดยเห็นว่าไม่เป็นธรรม เพราะมีจังหวัดที่ปรับขึ้นไม่ถึง 10 บาท มากกว่า 30 จังหวัด ขณะที่ภูเก็ตขึ้นไปถึง 17 บาท โดยทางกลุ่มจะกลับไปกำหนดเเนวทางการเคลื่อนไหว เพื่อกดดันให้เกิดการปรับค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ 10 บาทอีกครั้ง
ขณะที่คณะกรรมการค่าจ้างฝ่ายนายจ้าง ยืนยันให้ได้เท่านี้ ที่เหลือรัฐบาลควรเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้าง 250 บาท /วัน ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ และยังจี้ให้รัฐบาลไปดูราคาสินค้าเพื่อลูกจ้างจะได้ประโยชน์จากค่าจ้างที่ปรับขึ้น
ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยด้วยว่าในอนาคตการกำหนดค่าจ้างจะดูตามมาตรฐานของฝีมือแรงงานเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน
สำหรับรายละเอียดการปรับขึ้นค่าจ้างมีดังนี้ / จังหวัดที่ปรับขึ้น 8 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ประจวบคีรีขันธ์
จังหวัดที่ปรับขึ้น 9 บาท มี 24 จังหวัด ได้แก่ น่าน ตาก สุรินทร์ มหาสารคาม นครพนม ชัยภูมิ ลำปาง หนองบัวลำภู เชียงราย บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ยโสธร สกลนคร ชัยนาท สุพรรณบุรี ตราด ลำพูน สมุทรสงคราม อ่างทอง เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ
จังหวัดที่ปรับขึ้น 10 บาท มี 16 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น กำแพงเพชร หนองคาย นครนายก เลย สระแก้ส นครราชสีมา นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี และสมุทรสาคร
จังหวัดที่ปรับขึ้น 11 บาท มี 6 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส อุบลราชธานี สิงห์บุรี เพชรบุรี และระยอง
จังหวัดที่ปรับขึ้น 12 บาท มี 10 จังหวัด ได้แก่ เเพร่ พิจิตร สุโขทัย อุดรธานี ยะลา จันทบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี ระนอง และชลบุรี
จังหวัดที่ปรับขึ้น 13 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ตรัง ราชบุรี พังงา ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี
จังหวัดที่ปรับขึ้น 14 บาท มี 3 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง สตูล และกระบี่
และสุดท้ายจังหวัดที่ปรับขึ้นสุดสุด 17 บาท มีจังหวัดเดียวคือ ภูเก็ต

ข้อมูลอ้างอิง : ประกาศคณะกรรมการค่าจ้างเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 5)

อัตราค่าแรงขั้นต่ำมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

ครม.มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ในอัตรา 1-8 บาท จำนวน 71  จังหวัด และอีก 5 จังหวัด มีมติให้คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไว้ในอัตราเดิม ตามที่คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดเสนอ ไม่ปรับ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 

ทั้งนี้ มีจังหวัดที่ไม่ปรับอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 5 จังหวัด และปรับค่าจ้างแรงงาน 71 จังหวัด โดย 5 จังหวัดที่ไม่ปรับ ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน อัตราค่าจ้าง 151 บาท สุโขทัย 153 บาท เชียงราย 157 บาท เพชรบูรณ์  155 บาท และอุทัยธานี 158 บาท

ส่วนอีก 71 จังหวัดมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 1-8 บาท ประกอบด้วย จังหวัดที่ปรับค่าจ้าง 1 บาท มี 7 จังหวัดได้แก่   น่าน ปรับจาก 151 บาท เป็น 152 บาทพะเยา ปรับจาก 150 บาท เป็น 151 บาท  แพร่ ปรับจาก 150 บาท เป็น 151 บาท  พิษณุโลก ปรับจาก 152 บาทเป็น 153 บาท อุตรดิตถ์ ปรับจาก 152 บาท เป็น 153 บาท พิจิตร ปรับจาก 150 บาท เป็น 151  บาท เลย ปรับจาก162 บาท เป็น 163 บาท

จังหวัดที่ปรับค่าจ้างเพิ่ม 2 บาทรวม 20  จังหวัด ได้แก่  ลำปาง ปรับจาก 154 บาท เป็น 156 บาท    ตาก ปรับจาก151 บาท เป็น 153 บาท กำแพงเพชร ปรับจาก 156 บาท เป็น 158 บาท หนองคาย ปรับจาก 157 บาทเป็น 159 บาท อุดรธานี ปรับจาก 157 บาทเป็น 159 บาท หนองบัวลำภู ปรับจาก 154 บาท เป็น 156 บาท นครพนม ปรับจาก 153 บาท เป็น 155 บาท มุกดาหาร ปรับจาก 153 บาท เป็น 155 บาท สกลนคร ปรับจาก 155 บาทเป็น 157 บาท กาฬสินธุ์ ปรับจาก 155 บาท เป็น 157 บาท สุรินทร์ ปรับจาก 151 บาท เป็น 153 บาท บุรีรัมย์ ปรับจาก 155 บาท เป็น 157 บาท อำนาจเจริญ ปรับจาก 153  บาทเป็น 155 บาท ศรีสะเกษ ปรับจาก 150 บาท เป็น 152 บาท ยโสธร ปรับจาก 155 บาท เป็น 157 บาท ชุมพร ปรับจาก 158 บาท เป็น 160 บาท นนทบุรี ปรับจาก 203 บาท เป็น 205 บาท ปทุมธานี ปรับจาก 203 บาท เป็น 205 บาท  นครปฐม ปรับจาก 203 บาท เป็น 205 บาท และสมุทรสาคร ปรับจาก 203 บาท เป็น 205 บาท

อีก 11 จังหวัดที่ปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 3 บาท  ได้แก่  เชียงใหม่ ปรับจาก 168 บาท เป็น 171 บาท นครสวรรค์ ปรับจาก 155 บาท เป็น 158บาท ราชบุรี ปรับจาก 164 บาท เป็น 167 บาท    สมุทรสงครามปรับจาก 160 บาท เป็น 163 บาท ร้อยเอ็ด ปรับจาก 154 บาท เป็น 157 บาท    ขอนแก่น ปรับจาก 154 บาท เป็น 157 บาท    มหาสารคาม ปรับจาก 151 บาท เป็น 154 บาท    นครราชสีมา ปรับจาก 170 บาท เป็น 173 บาทสระแก้ว ปรับจาก 160บาท เป็น 163 บาท  กรุงเทพมหานคร ปรับจาก 203 บาท เป็น 206 บาท และสมุทรปราการ ปรับจาก 203 บาท เป็น 206บาท  

สำหรับ 20 จังหวัดที่มีการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 4 บาท ประกอบด้วย ลำพูน ปรับจาก 156 บาท เป็น 160 บาท นครนายก ปรับจาก 156 บาท เป็น160 บาท ชลบุรี ปรับจาก 180 บาท เป็น 184 บาท    จันทบุรี ปรับจาก 163 บาท เป็น 167 บาท ตราด ปรับจาก 156 บาท เป็น 160 บาท ชัยนาท ปรับจาก 154 บาท เป็น 158 บาท สิงห์บุรี ปรับจาก 161 บาท เป็น 165 บาท   อ่างทอง ปรับจาก 161 บาท เป็น 165 บาท    กาญจนบุรีปรับจาก 165 บาท เป็น 169 บาท    สุพรรณบุรี ปรับจาก 154 บาท เป็น 158 บาท เพชรบุรี ปรับจาก 164 บาท เป็น 168 บาท ประจวบคีรีขันธ์ ปรับจาก 160 บาท เป็น 164 บาท  ชัยภูมิ ปรับจาก 152 บาท เป็น 156 บาท  ระนอง ปรับจาก 169 บาท เป็น 173 บาท    สุราษฎร์ธานี ปรับจาก 155 บาทเป็น 159 บาท นครศรีธรรมราช ปรับจาก 155 บาท เป็น 159 บาท  พัทลุง ปรับจาก 155 บาท เป็น 159 บาท   สงขลา ปรับจาก 157 บาท เป็น161 บาท สตูล ปรับจาก 155 บาท เป็น 159 บ าท และปัตตานี ปรับจาก 155 บาท เป็น 159 บาท

6 จังหวัดที่ปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 5 บาท ได้แก่  ระยอง ปรับจาก 173 บาท เป็น 178 บาท สระบุรี ปรับจาก 179 บาทเป็น 184 บาท พังงาปรับจาก 168 บาท เป็น 173 บาท กระบี่ ปรับจาก 165 บาท เป็น 170 บาท ตรัง ปรับจาก 157 บาท เป็น 162 บาท และยะลา ปรับจาก 155 บาท เป็น160 บาท  ส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดเดียวที่ได้ปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำขึ้นอีก 6 บาท หรือจาก 154 บาท เป็น 160 บาท

ขณะที่ 5 จังหวัดที่ได้ปรับขึ้น 5 บาท ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปรับจาก 173 บาท เป็น 180 บาท ปราจีนบุรี ปรับจาก 163 บาท เป็น 170 บาท ลพบุรี ปรับจาก163 บาทเป็น 170 บาท นราธิวาส ปรับจาก 153 บาทเป็น 160 บาท ภูเก็ต ปรับจาก 197 บาทเป็น 204 บาท  ด้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ปรับขึ้น 8 บาทจาก 173 บาท เป็น 181 บาท

ดูตารางสรุป

MinimumWage-2553-rz

ข้อมูลอ้างอิง : ประกาศคณะกรรมการค่าจ้างเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 3)