การขายเครื่องจักรพร้อมติดตั้ง ไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

"เรียนท่านอาจารย์สุเทพ ที่เคารพ
ดิฉันนางสาวพรพิมล ด้วงทอง ตำแหน่งนักตรวจสอบภาษีปฏิบัติการ มีปัญหาเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร มาเรียนปรึกษาอาจารย์ ดังนี้ค่ะ
ข้อเท็จจริง
1. บริษัท ก จำกัด (ผู้ซื้อ) ทำสัญญาซื้อขาย ชุดระบบลำเลียงกระ สอบระหว่างโกดัง กับบริษัท ข จำกัด (ผู้ขาย) ราคารวมทั้งสิ้น 7,700,000.00 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เท่ากับ 539,000.00 บาท รวมเป็นราคาสุทธิ 8,239,000.00 บาท ตกลงชำระค่าสินค้าเป็น 3 งวด ดังนี้
1.1 งวดที่ 1 ร้อยละ 40 ในวันทำสัญญา เป็นเงิน 3,295,600.00 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
1.2 งวดที่ 2 ร้อยละ 50 ในวันติดตั้งเครื่องชั่งหน้างาน เป็นเงิน 4,119,500.00 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
1.3 งวดที่ 3 ร้อยละ 10 หลังเดินเครื่องและใช้งานได้ เป็นเงิน 823,900.00 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
2. บริษัท ข จำกัด ได้วางบิลเพื่อเรียกเก็บเงินร้อยละ 40 ของมูลค่าในสัญญา เป็นเงิน 3,080,000.00 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เท่ากับ 215,600.00 บาท รวามเป็นเงิน 3,295,600.00 บาท
3. บริษัท ก จำกัด จ่ายเงินเป็นเช็ค ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2555 ซึ่งในการจ่ายเงิน บริษัท ก จำกัด เข้าใจผิดว่าเป็นการจ่ายเงินค่าจ้างทำของ จึงหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ร้อยละ 3 ของมูลค่าสินค้าก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเงิน 92,400.00 บาท (3,080,000.00 * 3/100) เป็นยอดเงินจ่ายตามเช็คเท่ากับ 3,203,200.00 บาท
4. หลังจากโอนจ่ายเงินไปแล้ว บริษัท ข จำกัด ได้ทักท้วงเรื่องการจ่ายเงิน ว่าไม่ยินยอมให้บริษัท ก จำกัด หักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากเป็นการจ่ายค่าขายสินค้า มิใช่ค่าจ้างทำของ
5. บริษัท ก จำกัด ได้ดูสัญญาซื้อขายแล้ว ปรากฏว่า เงินได้ดังกล่าวเป็นการขายสินค้าพร้อมบริการติดตั้ง ซึ่งใบส่งของ/ใบกำกับภาษีไม่ได้แยกราคาสินค้าและ ค่าบริการออกจากกัน ถือเป็นการขายสินค้า บริษัท ข จำกัด ไม่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด ดังนั้น บริษัท ก จำกัด จึงคืนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 92,400.00 บาท ให้กับบริษัท ข จำกัด เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555
6. หลังจากบริษัท ก จำกัด ได้จ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืนบริษัท ข จำกัด แล้ว บริษัท ก จำกัด มิได้ยกเลิกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ออกจากระบบ ทำให้โปรแกรมบัญชีดึงข้อมูลดังกล่าวมานำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.53 เดือนภาษีสิงหาคม 2555 ให้กรมสรรพากร เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555
7. บริษัท ก จำกัด ยื่นคำร้อง ค.10 ขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.53 เดือนสิงหาคม 2555 จำนวนเงิน 92,400.00 บาท พร้อมกับแนบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ผิดพลาดทั้งชุด (ยกเลิก) + แบบฯ ภ.ง.ด.53 เดือนสิงหาคม 2555 (เพิ่มเติม) ยื่นปรับปรุงรายการที่ผิดพลาดติดลบ
ปัญหา
1. การขายสินค้าพร้อมให้บริการติดตั้งโดยไม่คิดค่าบริการ ถือเป็นการขายสินค้า ผู้จ่ายเงินได้ค่าสินค้าไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ถูกต้องหรือไม่
2. ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) ดังกล่าว คือ บริษัท ก จำกัด (ผู้หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่ง) หรือ บริษัท ข จำกัด (ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย)
ขอบพระคุณมากค่ะ

เรียน คุณพรพิมล ด้วงทอง "มิวสิคกะอาตง สองพี่น้อง"
ขอตอบข้อซักถามดังนี้
1. การขายสินค้าพร้อมให้บริการติดตั้ง ในการปฏิบัติการทางภาษีสรรพากร ให้แยกพิจารณาดังนี้
(1) การมิได้แยกค่าสินค้าและค่าบริการติดตั้งต่างหากจากกัน ให้ถือว่าเป็นการขายสินค้าทั้งจำนวน ผูจ่ายเงินค่าสินค้าไม่ต้องคำนวณหัก ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เช่น ตามแนวคำตอบข้อหารือเลขที่ กค 0811/5009 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เรื่อง : ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย กรณีการขายสินค้าพร้อมติดตั้ง ดังนี้
ข้อหารือ :
บริษัทฯ เป็นผู้นำเข้าเครื่องวัดและวิเคราะห์ทางด้านอุตสาหกรรมพร้อมบริการ ติดตั้งและซ่อม
ตามระยะเวลาประกัน ตามสัญญาบริการ (Service Contract) และจำหน่ายแผ่นพลาสติก HDPE
บริษัทฯ ได้หารือเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายดังต่อไปนี้
1. กรณีจำหน่ายเครื่องวัดพร้อมติดตั้ง ได้ออกใบกำกับภาษีค่าเครื่องพร้อม ค่าติดตั้งรวมเป็น
ยอดเดียว
2. กรณีจำหน่ายเครื่องวัดพร้อมบริการติดตั้ง โดยออกใบกำกับภาษีแยก ค่าเครื่องวัดและค่าบริการออกเป็น 2 ฉบับ หรืออยู่ในฉบับเดียวกันแต่แยกราคาออกจากกันให้เห็นชัด
3. กรณีจำหน่ายอะไหล่พร้อมประกอบหรือ/และให้บริการซ่อมแซมบำรุงรักษาได้ออกใบกำกับภาษีค่าอะไหล่และค่าบริการฉบับเดียวกัน แต่แยกราคาค่าอะไหล่และค่าบริการออกจากกัน
4. กรณีจำหน่ายแผ่นพลาสติก HDPE (ใช้รองพื้นกันรั่วซึมในบ่อกักน้ำ ฯลฯ) โดยคิดค่าบริการติดตั้ง ในกรณีที่ลูกค้าต้องการให้บริษัทฯ ทำการติดตั้งให้และบริษัทฯ ได้ออกใบกำกับภาษี/ใบส่งของเพียงใบและแสดงค่าสินค้าและค่าติดตั้งแยกจากกันให้เห็น นั้น
แนววินิจฉัย :
1. กรณีจำหน่ายเครื่องวัดพร้อมติดตั้ง โดยไม่แยกราคาสินค้าและค่าบริการออกจากกัน ถือเป็นการขายสินค้า เมื่อผู้ซื้อชำระราคาค่าสินค้าบริษัทฯ ไม่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2528
2. กรณีจำหน่ายเครื่องวัดพร้อมติดตั้งรวมทั้งการจำหน่ายแผ่นพลาสติก HDPE พร้อมติดตั้งโดยแยกราคาสินค้าและค่าบริการออกต่างหากจากกัน การจำหน่ายเครื่องวัด และจำหน่ายแผ่นพลาสติก HDPE ถือเป็นการขายสินค้าเช่นเดียวกัน ส่วนการให้บริการติดตั้ง ถือเป็นการให้บริการ กรณีแยกราคาสินค้าและบริการออกจากกัน ผู้จ่ายเงินไม่ต้องหักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าสินค้า แต่มีหน้าที่ต้อง หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่ายเงิน ค่าบริการติดตั้งในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 8 ของ
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ฯ
3. กรณีจำหน่ายอะไหล่พร้อมประกอบและหรือให้บริการซ่อมแซมบำรุงรักษา โดยออกใบกำกับภาษี ค่าอะไหล่และค่าบริการฉบับเดียวกันแต่แยกราคาค่าอะไหล่และค่าบริการออกจากกัน
ถือเป็นการให้บริการ ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากมูลค่าทั้งหมดโดยรวมทั้งค่าอะไหล่ และค่าบริการในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ
เลขตู้ : 64/30504
2. ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) ดังกล่าว คือ บริษัท ก จำกัด (ผู้หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่ง) เพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายดังกล่าวโดยตรง เนื่องจากเป็นผู้นำส่งโดยไม่มีหน้าที่ต้องนำส่ง เช่น ตามแนวคำตอบข้อหารือเลขที่ กค 0706(กม.02)/976 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2548 ดังนี้
"…
2.ผู้มีสิทธิขอคืนภาษี
กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้เสียภาษีเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องเสีย เนื่องจากผู้จ่ายเงินได้ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกินไป หรือหักภาษีไว้โดยไม่มีหน้าที่ต้องหัก หรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีชำระภาษีเกินไปโดยความเข้าใจผิด หรือคำนวณภาษีเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องเสีย เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 27 ตรี และมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ผู้มีสิทธิขอคืนหมายความว่า
(1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีซึ่งได้ชำระภาษีอากรไว้เกิน หรือผิด หรือซ้ำ
(2) ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกิน และหรือมีภาษีเกินเนื่องจากได้รับการ เครดิตภาษี
(3) ผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีแต่ชำระภาษีไว้ หรือถูกหักภาษีไว้ไม่ว่าด้วยเหตุ ใด ๆ
(4) ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ที่นำเงินของตนเองส่งภาษีไว้ผิดหรือซ้ำ
(5) ผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่งภาษีไว้เกินหรือผิดหรือซ้ำ หรือ โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย
ในการขอคืนเงินภาษีอาจมีปัญหาว่า ผู้ใดจะเป็นผู้มีสิทธิขอคืนเงินภาษีที่ถูกหักไว้เกินนั้น กล่าวคือ ผู้จ่ายเงินได้หรือผู้มีเงินได้ที่ถูกหักภาษีไว้ ปัญหานี้เมื่อพิจารณาตามสิทธิของบุคคลที่จะพึงได้รับเงินคืนแล้วน่าจะต้องเป็นตัวผู้มีเงินได้ที่ถูกหักภาษีไว้เพราะเป็นผู้ถูกกระทบกระเทือนสิทธิโดยตรงจึงมีสิทธิเรียกร้องขอเงินคืน ส่วนนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินเป็นเพียงผู้จ่ายเงินได้เท่านั้นไม่มีข้อผูกพันกับเงินได้ที่หักและนำส่งไว้แล้ว ฉะนั้น ถ้าหากนายจ้างจะขอคืนก็จะต้องได้รับมอบอำนาจจากตัวผู้มีเงินได้จึงจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย เว้นแต่ กรณีนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้นำเงินของตนส่งไว้เกิน ส่งผิดหรือส่งซ้ำซึ่งนายจ้างย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงินได้เอง
กรณีตามข้อเท็จจริง เงินเดือนที่นาย ว. ได้รับเมื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย และนำส่งแต่อย่างใด การที่บริษัทฯ ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งโดยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเดือนรวมทั้งส่วนที่ได้รับเกินกว่าที่ควรจะได้รับ จริงจากบริษัทฯ นั้น ถือว่า บริษัทฯ ได้นำเงินของตนส่งไว้เกิน และข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทฯ ฟ้องนาย ว. ในกรณีเบียดบังนำเงินเดือนส่วนที่เกินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้นาย ว. คืนเงินเต็มจำนวน โดยไม่ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่า นาย ว. ได้คืนเงินให้บริษัทฯ แล้วหรือไม่ กรณีถือได้ว่า บริษัทฯ เป็นผู้เสียประโยชน์โดยตรงจากการนำส่งภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย บริษัทฯ จึงมีสิทธิขอคืนภาษีดังกล่าวได้ในนามของบริษัทฯ เฉพาะในส่วนที่บริษัทฯ ได้จ่ายเกินให้แก่ นาย ว. เท่านั้น โดยให้ยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เลขตู้ : 68/33638"

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

เรื่องที่เกี่ยวข้อง ใน Facebook-Suthep.Pongpitak

Speak Your Mind

*

Before you post, please prove you are sentient.

แปดสิบเก้า (เขียนตัวเลข)