ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าวิทยากร

โดย..อาจารย์สมเดช โรจน์คุรีเสถียร

เรา ต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งว่า การศึกษาหาความรู้เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมี ความรู้ในการประกอบอาชีพ ความรู้ที่ต้องมีประดับไว้เพื่อให้รู้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน การขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมเป็นสิ่งที่ควรกระทำไม่ต่างอะไรกับการเติมน้ำ ในแก้วที่ไม่มีวันเต็ม ยิ่งมีความรู้มากเท่าใดก็ยิ่งทำให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

การ หาความรู้ที่ลงทุนน้อยที่สุดก็คือการติดตามข้อมูลข่าวสารทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อาจจะหาความรู้โดยการลงทุนซื้อหนังสือ ตำราวิชาการต่าง ๆ ที่ลงทุนไม่มากนักมาอ่านเพิ่มเติม หรือเข้ารับการอบรมสัมมนาจากวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่ จะต้องเสียค่าใช้จ่าย การจ่ายค่าใช้จ่ายในการอบรมสัมมนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ถือเป็นการลงทุนที่ คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกอบธุรกิจที่มี พนักงานในองค์กรค่อนข้างมากยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างความรู้ให้ แก่พนักงานให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งขันในท้องตลาดได้ การให้ความรู้แก่พนักงานในองค์กรสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาตำรา หนังสือที่ให้ความรู้ในแต่ละด้านตามความจำเป็นของพนักงานแต่ละฝ่าย อาจจะใช้วิธีส่งพนักงานไปอบรมตามสถาบันของรัฐหรือเอกชนที่มีการจัดอบรม สัมมนากันอยู่เป็นประจำ หรืออาจจะเลือกให้พนักงานคนใดคนหนึ่งของกิจการที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถมาอบรมให้ความรู้แก่พนักงานของตนเอง ซึ่งวิธีนี้ประหยัดค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก

วิธีหนึ่งที่จะให้ได้ผลดี แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงก็คือ การจ้างวิทยากรภายนอกเข้ามาอบรมความรู้ให้แก่พนักงานที่เราเรียกว่า In-house Training การว่าจ้างวิทยากรจากภายนอกเข้ามาอบรมสัมมนาให้ความรู้แก่พนักงานนั้นอาจจะ เป็นการว่าจ้างตัววิทยากรโดยตรงหรือบุคคลธรรมดา หรืออาจจะว่าจ้างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเข้าจัดการอบรมภายในของ กิจการก็ได้

ในกรณีที่มีการว่าจ้างวิทยากรโดยตรงซึ่งเป็นบุคคล ธรรมดาเข้ามาเป็นวิทยากรที่ให้ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาต่าง ๆ ที่พนักงานต้องการสะสมประสบการณ์ในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้ผู้ว่าจ้างที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เมื่อมีการจ่ายเงินค่าจ้างวิทยากรจะต้องมีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

ปัญหา ที่มักจะพบความผิดพลาดอยู่บ่อย ๆ ก็คือจะหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราใด จะสังเกตได้ว่าส่วนมากแล้วผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลมักจะหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของจำนวนเงินที่จ่าย ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายหักอย่างไร จึงจะถูกต้อง จะต้องพิจารณาจากประเภทเงินได้พึงประเมินที่จ่ายค่าจ้างวิทยากรว่าเป็นเงิน ได้ประเภทใด เงินได้พึงประเมินที่จ่ายเป็นค่าวิทยากรให้กับบุคคลธรรมดาถือเป็นเงินได้พึง ประเมินตามมาตรา 40(2) ที่กฎหมายกำหนดไว้ดังต่อไปนี้

"มาตรา 40 (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่ เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้นั้นไม่ว่าหน้าที่ หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว"

การจ่ายค่าจ้าง ให้กับวิทยากรที่นำความรู้ประสบการณ์มาถ่ายทอดให้กับพนักงานของกิจการถือ เป็นการ "รับจ้างทำงานให้" เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) ผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเมื่อจ่ายเงินให้กับผู้ รับเงินจะต้องนำเงินได้ที่จ่ายไปคำนวณภาษีที่ต้องหักเสมือนหนึ่งได้จ่ายทั้ง ปี หักด้วยค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท

และหัก ด้วยค่าลดหย่อนตามกฎหมาย เงินได้พึงประเมินส่วนที่เหลือจะต้องนำไปคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งหากเงินได้พึงประเมินส่วนที่เหลือไม่เกิน 100,000 บาทแรก ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเนื่องจากกฎหมายยกเว้นภาษีให้ ส่วนที่เกิน 100,000 บาทจะต้องนำไปคำนวณหักภาษีในอัตราก้าวหน้าตั้งแต่ 10 -37% ในแต่ละขั้นของเงินได้พึงประเมิน ตัวอย่างเช่น จ่ายเงินค่าจ้างวิทยากรให้กับนายอนันต์เป็นครั้งแรกในปี 2548 เป็นเงิน 80,000 บาท จะคำนวณภาษีดังนี้

        เงินได้ค่าวิทยากร – มาตรา 40(2) 80,000 บาท
        หัก: ค่าใช้จ่ายเหมา 40% 32,000 บาท
        คงเหลือ 48,000 บาท
        หัก: ค่าลดหย่อน-คนโสด 30,000 บาท
        เงินได้พึงประเมินสุทธิ 18,000 บาท

ดัง นั้นเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจ่ายเงินค่าวิทยากรให้กับนาย อนันต์ไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เนื่องจากเมื่อคำนวณภาษีแล้วเงินได้พึงประเมินสุทธิของนายอนันต์คงเหลืออยู่ 18,000 บาทไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งกฎหมายยกเว้นภาษีเงินได้ให้ในส่วนของ 100,000 บาทแรกไม่ต้องเสียภาษี

แต่หากได้มีการว่าจ้างนายอนันต์มา เป็นวิทยากรอีกก็ให้นำเงินได้ที่จ่ายครั้งแรกรวมกับครั้งที่สอง แล้วนำมาคำนวณภาษีอีกหากนำมาคำนวณตามตัวอย่างข้างต้นนี้แล้วปรากฏว่า เงินได้พึงประเมินสุทธิยังคงไม่เกิน 100,000 บาทแรกก็ยังไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และหากมีการว่าจ้างเป็นครั้งที่สามก็ให้เอาเงินได้ที่จ่ายตั้งแต่ครั้งแรก ครั้งที่สอง และครั้งที่สามมารวมกันนำไปคำนวณเหมือนกับวิธีดังกล่าวข้างต้น หากคำนวณแล้วไม่ต้องหักภาษีก็ยังไม่ต้องหักภาษีหากมีการจ้างครั้งต่อไปก็จะ คำนวณลักษณะเดียวกันจนกว่าจะถึงเกณฑ์หักภาษี ณ ที่จ่ายในปีภาษีนั้น

หาก การจัดอบรมสัมมนาได้มีการว่าจ้างให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่รับ จ้างจัดอบรมสัมมนา In-house Training หากผู้จ่ายเงินเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจ่ายค่าจ้างอบรมสัมมนา ให้กับผู้รับเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือเป็นการจ่ายเงิน ค่าบริการตามเงินได้พึงประเมินมาตรา 40(8) ผู้จ่ายเงินจะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของจำนวนเงินที่ได้จ่ายไป จะเห็นได้ว่าการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายค่าจ้างวิทยากรจะหักภาษีไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ที่ผู้จ่ายเงินจะต้องระมัดระวังและหักภาษีให้ถูกต้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง ใน บทความบัญชีและภาษี

Comments

  1. เข้ามาอ่านครับ ได้ความรู้เลย

    ตอบกลับตอบกลับ

Speak Your Mind

*

Before you post, please prove you are sentient.

สามสิบสอง (เขียนตัวเลข)

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.