รายจ่ายค่าสวัสดิการพนักงาน

ดังได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรายจ่ายในการดำเนินกิจการตามมาตรา 65 ทวิ 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรว่า

ต้อง เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการประกอบกิจการ และเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะและมีเหตุผลอันสมควรในอัน ที่จะจ่ายรายจ่ายนั้น ที่สิ้นเปลืองหมดไป

ไม่ ก่อให้เกิดสิทธิหรือทรัพย์สินใดๆ อันมีอายุการใช้งานเกินหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งต้องมีหลักฐานการจ่ายที่สามารถพิสูจน์ผู้รับได้ เมื่อเกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปีใด ก็ให้ถือเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปีนั้นเว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถ กำหนดจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใดก็ให้ถือเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปีที่ รายจ่ายนั้นกำหนดจำนวนที่แน่นอนได้ และต้องเป็นรายจ่ายที่ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายที่ต้องห้ามตามเงื่อนไขแห่ง ประมวลรัษฎากร

ในสัปดาห์นี้จึงขอนำประเด็นรายจ่ายค่าสวัสดิการพนักงานมาเป็นประเด็นปุจฉา-วิสัชนา ดังต่อไปนี้

ปุจฉา มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรายจ่ายค่าสวัสดิการพนักงานที่จะนำมาถือเป็นรายจ่ายใน การดำเนินงานสำหรับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไร

วิสัชนา รายจ่ายค่าสวัสดิการพนักงาน หมายถึง รายจ่ายเพื่อประโยชน์ของพนักงานในอันที่จะให้เกิดผลดีแก่การดำเนินงานโดยรวม ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจแบ่งเป็น

1.รายจ่ายค่าสวัสดิการทั่วไป อาทิ กาแฟ เครื่องดื่ม น้ำดื่มยารักษาโรคเบื้องต้น

2.รายจ่ายค่าสวัสดิการที่มีระเบียบข้อบังคับกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น

บริษัท มีนโยบายคิดค่าสวัสดิการให้กับพนักงานทุกคนและทุกตำแหน่งไม่ว่าจะเป็น พนักงานทดลองงานพนักงานรายวันหรือพนักงานรายเดือนที่ยังคงสภาพเป็นพนักงาน ของบริษัท ณ วันที่ 31 สิงหาคม ของทุกปีเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่พนักงาน และเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องสวัสดิการต่างๆ

เช่น งานกีฬาสี การจัดงานเลี้ยงเทศกาลปีใหม่ ฯลฯ และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานโดยตรง ในอัตราคนละ 3,000 บาท โดยบริษัท จะนำเงินทั้งหมดเข้าบัญชี “คณะกรรมการสวัสดิการ” ซึ่งแยกออกจากบัญชีของบริษัท มีคณะกรรมการ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งมาจากลูกจ้างในบริษัท ตามมาตรา 96

แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นผู้ดูแลบัญชีสวัสดิการพนักงานดังกล่าว และเป็นผู้ควบคุมเรื่องการเบิกจ่าย

มีการทำบัญชีเก็บไว้เป็นหลักฐาน

เช่น นี้เงินดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นประโยชน์เพิ่มอันถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 39 และเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1)

ซึ่ง พนักงานผู้ได้รับสวัสดิการดังกล่าวต้องนำประโยชน์ที่ได้รับมารวมคำนวณเพื่อ เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่สวัสดิการจัดเลี้ยงในเทศกาลปีใหม่ถือเป็นเงินได้ ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียม ประเพณีได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา42(10) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทสามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร (หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/9276 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548)

กรณี บริษัท จ่ายค่าศึกษาอบรม ค่าพาหนะเดินทาง และค่าที่พักให้แก่นาย พ.ในขณะที่นาย พ.มิได้เป็นกรรมการหรือพนักงานของบริษัท ถือเป็นการให้เนื่องจากผู้รับไม่มีหน้าที่หรือความผูกพันในทางธุรกิจของ บริษัท โดยตรงดังนั้นรายจ่ายดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วน ตัว

การ ให้โดยเสน่หา และมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายใน การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา65 ตรี (3) และมาตรา 65 ตรี(13) แห่งประมวลรัษฎากร(หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/1924 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2549)

กรณี บริษัท ได้จัดสวัสดิการให้แก่พนักงานเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลโดย ระเบียบของบริษัท กำหนดวงเงินกรณีเจ็บป่วยทั่วไปของพนักงานทุกระดับไว้ไม่เกินคนละ 40,000 บาทต่อปี แต่ปรากฏว่า ในบางกรณีค่ารักษามีจำนวนเกิน 40,000 บาท ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ในระเบียบของบริษัท แม้จะมีเหตุผลว่าพนักงานผู้นั้น เป็นผู้ที่ทำงานให้กับบริษัท มาเป็นเวลานาน และเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญในการปฏิบัติงานของบริษัท เป็นอย่างมากก็ตามเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกิน 40,000 บาท ถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว และมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

บริษัท จึงไม่มีสิทธินำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร

อย่าง ไรก็ตามค่ารักษาพยาบาลที่พนักงานได้รับจากบริษัท เข้าลักษณะเป็นเงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่าย แทนลูกจ้าง

ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(4)(ก) แห่งกฎกระทรวง

ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) (หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/10504 ลงวันที่ 16 ธ.ค.2548)

กล่าว โดยสรุปรายจ่ายค่าสวัสดิการหากเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของบริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลที่กำหนดไว้เป็นการทั่วไปที่มิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติย่อม ถือเป็นรายจ่ายในการดำเนินงานสำหรับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากรแต่ต้องพิจารณาต่อไปว่า ค่าสวัสดิการที่พนักงานได้รับนั้นถือเป็นประโยชน์เพิ่มที่เป็นเงินได้พึง ประเมินที่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือได้รับยก เว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร

ที่มา…กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

Speak Your Mind

*

Before you post, please prove you are sentient.

(เขียนตัวเลข) หกสิบหก

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.