ผลเสียหายเนื่องจากการยักยอกทรัพย์

ขอนำประเด็นรายจ่ายผลเสียหายเนื่องจากการยักยอกทรัพย์ มาเป็นประเด็นปุจฉา – วิสัชนา ดังนี้

ปุจฉา มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใดๆ อย่างไร

วิสัชนา โดยทั่วไป เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลย่อมสามารถนำผลเสียหายที่เกิดขึ้น มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิทางภาษีอากรได้เช่นเดียวกับ ในทางการบัญชี สำหรับผลเสียหายที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสิทธิได้รับเงินชดเชย หรือค่าสินไหมทดแทนคืนกลับมานั้น ในทางบัญชีให้รับรู้เป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปีที่เกิดความเสียหาย และให้รับรู้รายได้เงินชดเชยหรือค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการประกันหรือสัญญา ค้ำประกันใดๆ ในรอบระยะเวลาบัญชีปีที่ได้รับเงินชดเชยหรือค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว

ในทางภาษีอากร ให้ชะลอการรับรู้รายจ่ายค่าความเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกัน หรือสัญญาคุ้มกันใดๆ ไว้จนกว่าจะได้รับเงินชดเชย หรือค่าสินไหมทดแทนคืนกลับมา

ในกรณีที่จำนวนค่าความเสียหายมีจำนวนเกินกว่าเงินชดเชย หรือค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับคืนกลับมาจากผู้ประกันหรือผู้ค้ำประกัน ก็ให้รับรู้ผลขาดทุนเป็นรายจ่าย ในทางตรงกันข้ามหากจำนวนเงินชดเชย หรือค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับคืนกลับมามีจำนวนมากกว่าค่าความเสียหาย ก็ให้รับรู้ผลกำไร

เป็นรายได้

1. ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกัน หมายถึง ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้ทำประกันไว้กับบริษัทรับประกัน เช่น การประกัน

อัคคีภัย ทรัพย์สิน และสินค้า การประกันภัยทางทะเล การประกันวินาศภัยต่างๆ

2. ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากสัญญาคุ้มกันใดๆ หมายถึง ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการละเมิดหรือยักยอกทรัพย์สินที่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสัญญาค้ำประกัน เช่น สัญญาค้ำประกันการทำงานของพนักงานการเงิน พนักงานเก็บเงิน

ปุจฉา บริษัทฯ ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชและสัตว์ เพื่อบำรุงรักษา ป้องกัน ทำลาย และกำจัดศัตรูพืชหรือโรคของพืชและสัตว์ บริษัทฯ มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ของปีถัดไป ในการขายสินค้าบริษัท ได้มอบหมายให้พนักงานขายไปติดต่อกับลูกค้าและมีหน้าที่เก็บเงินจากลูกค้า ด้วย นาย พ. ผู้จัดการฝ่ายขายได้ยักยอกเงินสดจำนวน 720,508 บาท และสินค้าเป็นมูลค่า 365,175 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,085,683 บาท ซึ่งบริษัทฯ และ พนักงานอัยการได้ดำเนินการฟ้องร้องนาย พ. ในข้อหายักยอกและฉ้อโกง ต่อมาในวันที่ 1 มีนาคม 2547 นาย พ. รับสารภาพในชั้นศาล พร้อมทั้งยินยอมผ่อนชำระค่าเสียหายแก่บริษัท เดือนละไม่น้อยกว่า 5,000 บาท ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี บริษัทจึงขอทราบว่า

1. ผลเสียหายจากการยักยอกเงินสดและสินค้าดังกล่าว บริษัทจะถือว่าเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลได้หรือไม่ และเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด

2. เงินที่บริษัทได้รับคืนจากนาย พ. จะถือเป็นเงินได้ในการคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่บริษัท ได้รับเงินถูกต้องหรือไม่

วิสัชนา กรณีดังกล่าว กรมสรรพากรได้วางแนววินิจฉัยไว้ตามหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0706/1435 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 ดังนี้

ตามข้อเท็จจริง กรณีที่พนักงานของบริษัท ได้ยักยอกเงินและสินค้าของบริษัทไป โดยบริษัทและพนักงานอัยการได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาล และในวันที่ 1 มีนาคม 2547 พนักงานดังกล่าวได้รับสารภาพและได้ตกลงผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทเป็น ประจำทุกเดือนๆ ละไม่น้อยกว่า 5,000 บาท ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี กรณีถือได้ว่า เป็นผลเสียหายอันเนื่องจากการประกอบกิจการของบริษัท ดังนั้น

1. หากผลเสียหายดังกล่าวมิอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใดๆ บริษัทมีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร และต้องลงเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผลเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้น คือ รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2547 เนื่องจากพนักงานรับสารภาพในชั้นศาลในวันที่ 1 มีนาคม 2547

2. บริษัทต้องนำเงินที่ได้รับจากการผ่อนชำระจากพนักงานดังกล่าวมาถือเป็นรายได้ ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ด้วยตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

ที่มา..กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เรื่องที่เกี่ยวข้อง ใน บทความบัญชีและภาษี

Speak Your Mind

*

Before you post, please prove you are sentient.

สี่สิบเจ็ด (เขียนตัวเลข)

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.